Showing posts with label ดี ชั่ว บุคลิก นิสัย อุดมการณ์ good bad evil personality ideality. Show all posts
Showing posts with label ดี ชั่ว บุคลิก นิสัย อุดมการณ์ good bad evil personality ideality. Show all posts

Thursday, April 14, 2011

ความชั่วร้ายที่ปลายจมูก





ความชั่วร้ายที่ปลายจมูก
   พระไพศาล วิสาโล
        
            ถ้าถามว่าเตะลูกฟุตบอลตรงไหนถึงจะเข้าประตูได้ง่ายที่สุด ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าตรงจุดโทษ แต่สำหรับนักฟุตบอลเจนสนาม เตะตรงนั้นกลับเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ยากเสียจนนักฟุตบอลระดับโลกหลายคน ไม่ว่าเบคแคม โรนัลดินโย่ แลมพาร์ด นอกจากจะเตะไม่เข้าแล้ว บางครั้งยังปฏิเสธที่จะเป็นมือสังหารที่จุดโทษ โดยเฉพาะในนัดสำคัญที่ชี้ชะตาทีมของตน

      ความยากของการเตะบอลที่จุดโทษนั้นอยู่ตรงไหน ก็อยู่ที่ความง่ายของมันนั่นเอง ความที่มันเป็นตำแหน่งที่เตะเข้าประตูได้ง่ายที่สุด ดังนั้นหากนักฟุตบอลคนไหนเตะไม่เข้า ก็จะถูกโห่ฮาจนอาจเสียผู้เสียคนได้ง่าย ๆ นี้เป็นเหตุผลที่นักฟุตบอลที่ขึ้นชื่อว่าเตะได้แม่นยำราวจับวาง หลายคนจะรู้สึกเกร็งมากเมื่อได้รับมอบหมายให้ยิงที่จุดโทษ และความเกร็งนั่นเองที่ทำให้ยิงไม่เข้า หลายคนเตะออกนอกกรอบประตูไปอย่างไม่น่าเชื่อ
 
         ในความง่ายมีความยากอยู่ ใช่หรือไม่คุณสมบัติที่อยู่ตรงข้ามกันนั้นมักจะอยู่ด้วยกันเสมอ สารหนูสามารถฆ่าคนได้ แต่ก็ใช้ทำยารักษาโรคได้ด้วย ไนโตรกลีเซอรีนเป็นสารทำวัตถุระเบิด แต่ก็สามารถรักษาโรคหัวใจได้ โรคหัดทำให้เด็กล้มป่วย แต่ก็ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้ ออกซิเจนให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำลายเซลในร่างกายและเร่งความแก่และความตายให้มาเร็วขึ้น 
         พระพุทธองค์ตรัสว่า “ความแก่มีอยู่ในความเป็นหนุ่มสาว ความเจ็บไข้มีอยู่ในความไม่มีโรค ความตายก็มีอยู่ในชีวิต” สั้นกับยาว ขาวกับดำ ต่ำกับสูง เย็นกับร้อน ไม่ได้อยู่คนละขั้วหรือแยกจากกัน ไม้บรรทัดถือว่าสั้นเมื่อวางข้างไม้เมตร แต่กลับยาวเมื่อเทียบกับดินสอ

       ในทำนองเดียวกัน ดีกับชั่ว ก็ไม่ได้อยู่แยกกัน คนดีนั้นสามารถทำสิ่งที่ชั่วได้ จะอธิบายว่าเป็นเพราะเขามีทั้งความดีและความชั่วอยู่ในตัวก็ได้ เพราะตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ ก็ยังมีกิเลสหรือโลภ โกรธ หลง ที่สามารถผลักดันให้เอาเปรียบ เบียดเบียน หรือคดโกงผู้อื่นได้ โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยหนุนเสริมหรือยั่วยุ บางคนหักห้ามใจไม่ได้ที่จะยักยอกเงินหลวงเพราะบ้านกำลังจะถูกยึด หรือขโมยนมผงในร้านเพื่อเอาไปเลี้ยงลูกที่กำลังหิวโหย แม้แต่ครูที่เคร่งศีลธรรมก็อาจผลักดันให้ลูกสาววัยเรียนไปทำแท้งเพราะกลัวเป็นขี้ปากของผู้คนในโรงเรียน สามีที่สุภาพอ่อนหวานอาจทำร้ายร่างกายภรรยาเมื่อรู้ว่าฝ่ายหลังนอกใจ หรือเพียงเพราะเขาเครียดหนักจากที่ทำงานก็ได้

           ปัจจัยที่หนุนเสริมให้ “คนดี” ทำชั่วนั้น บางครั้งก็ไม่ใช่เพราะเหตุผลหรือความจำเป็นส่วนตัว แต่อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมกระตุ้นเร้าหรือผลักดันก็ได้ ฟิลิป ซิมบาร์โด(Philip Zimbardo)แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เคยทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนักโทษกับผู้คุม โดยทดลองทำคุกเทียมขึ้นมา แล้วรับอาสาสมัครมารับบทดังกล่าว ปรากฏว่าการทดลองซึ่งกำหนดไว้ ๑๔ วันต้องยุติหลังจากผ่านไปได้เพียง ๖ วัน เพราะผู้คุมใช้ความรุนแรงกับนักโทษอย่างนึกไม่ถึง แถมบังคับให้กระทำสิ่งที่วิตถาร จนนักโทษหลายคนสติแตก

        ผลของการทดลองดังกล่าวทิ้งคำถามไว้มากมาย ที่สำคัญก็คือ ทำไมจึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ถ้าดูอย่างเผิน ๆ ก็ต้องตอบว่า เป็นเพราะผู้คุมเหล่านี้เลวโดยสันดาน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ผู้คุมเหล่านี้คัดเลือกจากนักศึกษาที่ผ่านการทดสอบแล้วว่ามีสภาพจิตปกติ หลายคนให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการทดลองว่า คิดไม่ถึงว่าตนเองจะทำเช่นนั้น บางคนเป็น “นักสันตินิยม” ด้วยซ้ำ คือปฏิเสธสงครามและความรุนแรง แต่แล้วอะไรทำให้เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน คำตอบก็คือ สภาพในคุกซึ่งให้อำนาจอย่างล้นเหลือแก่ผู้คุม อำนาจเหล่านี้เมื่อผนวกกับกิเลสที่เรียกว่า “มานะ” คือความอยากเป็นใหญ่ ซึ่งรวมถึงความต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปดังใจตน ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะใช้อำนาจบาตรใหญ่กับผู้ที่ด้อยกว่า โดยเฉพาะหากเขาขัดขืนคำสั่งของตน

         การทดลองของซิมบาร์โดผ่านไปได้ ๓๕ ปีแล้ว แต่ก็ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้พูดถึงการทดลองนี้อยู่ โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวการทรมานนักโทษอิรักที่อาบูเกรบ ๓ ปีที่แล้ว ภาพนักโทษชายถูกผู้คุมสาวชาวอเมริกันลากคอในสภาพที่เปลือยกายและนอนพังพาบไม่ต่างจากการลากจูงสุนัข ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทหารอเมริกันที่คุมนักโทษเหล่านี้ถูกประณามว่าเป็นพวกวิปริตผิดมนุษย์ แต่นั่นไม่ใช่ภาพประทับที่อยู่ในใจของคนที่รู้จักผู้คุมเหล่านี้ เพื่อนร่วมชั้นพูดถึงผู้คุมสาวคนหนึ่งว่า “เป็นคนที่มีน้ำใจมาก และมีน้ำใจเสมอ” ส่วนผู้คุมสาวที่ปรากฏอยู่ในภาพดังกล่าว เพื่อนบ้านของเธอในสหรัฐอเมริกาก็พูดตรงกันว่าเธอเป็นคนร่าเริงและไม่มีนิสัยทารุณโหดร้าย
 


          คนดี ๆ หรือคนปกติธรรมดาสามารถทำสิ่งเลวร้ายที่เราอาจนึกไม่ถึง อดอล์ฟ ไอค์มานน์ (Adolf Eichmann) นาซีคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารโหดชาวยิวร่วม ๖ ล้านคนในสงครามโลกครั้งที่สอง หาใช่คนจิตวิปริตไม่ จิตแพทย์ที่ตรวจสภาพจิตของเขาหลังจากถูกจับกุม ยืนยันว่าเขามีสภาพจิตปกติ รูดอล์ฟ ฮอสส์ (Rudolf Hoss) ผู้บัญชาการค่ายเอาชวิตซ์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในบรรดาค่ายกักกันชาวยิว เป็นคนที่รักครอบครัวและเสียสละ อีกทั้งเป็นคนที่มีน้ำใจในสายตาของเพื่อน ๆ เขายืนยันว่า ไม่มีความเกลียดชังชาวยิวเป็นส่วนตัวเลย แต่หน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่เขาต้องทำให้ลุล่วง ในทำนองเดียวกันฟรานซ์ สแตนเกิล (Franz Stangl)ผู้บัญชาการค่ายทรีบลิงกา (Treblinka) ค่ายนรกที่อื้อฉาวเป็นอันดับสองรองจากเอาชวิตซ์ ก็หาใช่เป็นคนซาดิสต์วิปริตไม่ หากเป็นคนสุภาพ พูดเสียงเบา และอุทิศตัวให้แก่การงาน เช่นเดียวกับฮอสส์ งานคือความสุขและความภาคภูมิใจของเขา

         ฮอสส์เป็นแบบอย่างของคนที่มีวินัยสูงมาก เสียสละและทุ่มเทเพื่อภารกิจ จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับงานจนไม่รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของนักโทษในค่ายของเขา สิ่งที่เขาสนใจก็คือรถไฟจะขนนักโทษมาตรงเวลาไหม ควรขนส่งมาวันละกี่เที่ยว และควรใช้เตา(สำหรับรมควันพิษนักโทษ)แบบไหน ด้วยเหตุนี้ค่ายกักกันที่เขาบัญชาการจึงสามารถฆ่าชาวยิวได้เป็นจำนวนมากมาย หากการทำงานด้วยความทุ่มเท เสียสละ โดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยากและประโยชน์ส่วนตัว เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง คุณธรรมดังกล่าวก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำความชั่วร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อความชั่วร้ายนั้นทำในนามของความดี

          มองในแง่นี้ คนดี ๆ ทำความชั่ว ไม่ใช่เพราะในใจเขามีความชั่วอยู่เคียงคู่ความดีเท่านั้น หากความดีนั้นเองก็เป็นปัจจัยให้ทำความชั่วได้ มีนาซีชั้นนำเป็นจำนวนมากที่ร่วมล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวด้วยความเชื่อว่า ยิวนั้นมิใช่เป็นอันตรายต่อเยอรมันเท่านั้น หากยังเป็นภัยคุกคามยุโรป หรือถึงกับเป็นภัยต่ออารยธรรมสมัยใหม่เลยทีเดียว เขาเหล่านี้เชื่อว่าการขจัด “เชื้อโรคยิว” คือความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของเยอรมันและยุโรป กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขากำลังทำประโยชน์ใหญ่หลวงให้แก่โลก ดังนั้นจึงต้องเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวง่าย ๆ กับความตายของผู้คน

          ความดีนั้นสามารถเป็นปัจจัยให้ทำสิ่งชั่วร้ายได้หากเชื่อว่าเป็นการกระทำในนามของความดี ชาวบ้านที่มีเมตตาสัตว์จึงอาจไม่ลังเลที่จะเข้าไปร่วมวงประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาคดีฆ่าข่มขืนจนสลบเหมือด ทั้งนี้เพื่อพิทักษ์ความถูกต้องดีงามในชุมชน แต่นอกจากศีลธรรมแล้ว อุดมการณ์ทางการเมืองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถผลักดันให้ผู้คนพร้อมทำความชั่วในนามของความดีได้ ศตวรรษที่แล้วมีผู้คนถูกฆ่าตายร่วมร้อยล้านคนในนามของอุดมการณ์ทางการเมืองนานาชนิด หนึ่งในนั้นคือลัทธิคอมมิวนิสม์ คอมมิวนิสม์นั้นต้องการสร้างโลกที่ยุติธรรม ปราศจากชนชั้น ผู้คนมีความสุขถ้วนหน้า จึงสามารถดึงดูดจิตใจผู้คนนับล้านที่มีอุดมคติแรงกล้าให้ร่วมขบวนการ แต่กลับลงท้ายด้วยการสังหารผู้คนหลายสิบล้านโดยเฉพาะในรัสเซียและจีน

          อุดมการณ์แม้จะมีจุดมุ่งหมายที่ดี แต่หากยึดมั่นอย่างแรงกล้าจนเห็นว่ามันสำคัญเหนือทุกสิ่ง อีกทั้งมีความยึดมั่นว่าเป็น “ตัวกู ของกู” เป็นพื้นฐานด้วยแล้ว ก็สามารถผลักดันให้ผู้คนทำอะไรก็ได้เพื่ออุดมการณ์ ไม่มีอะไรที่ยืนยันความข้างต้นได้ดีเท่ากับคำพูดของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียผู้หนึ่งในยุคสตาลินว่า “เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเราคือชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสม์ในทุกหนแห่ง เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ทุกอย่างทำได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากล่าวเท็จ ขโมย หรือทำลายผู้คนนับแสนหรือแม้กระทั่งเป็นล้าน หากคนเหล่านี้ขัดขวางงานของเราหรือสามารถจะขัดขวางเรา”
 


      เมื่อคิดว่า “เรา”คือความดี หรือเป็นตัวแทนของอุดมการณ์ที่ดีเลิศประเสริฐสุดแล้ว คนดี ๆ ก็สามารถทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งความชั่วร้าย โดยยังคิดว่านั่นเป็นความดีอยู่ นี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวเขมรตายไปถึง ๒ ล้านคนในชั่วเวลาไม่ถึง ๔ ปีที่เขมรแดงครองอำนาจ เขมรแดงนั้นไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการปฏิวัติกัมพูชาให้เป็นสังคมที่เสมอภาค ปลอดพ้นจากการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ แต่จะทำเช่นนั้นได้ ผู้นำเขมรแดงเชื่อว่าจำต้องสังหารผู้ที่เป็น “ซากเดนของจักรวรรดินิยม ลัทธิอาณานิคม และชนชั้นผู้กดขี่ทั้งหลาย” ด้วยเหตุนี้คำขวัญหนึ่งของเขมรแดงก็คือ “หนุ่มสาวเพียงหนึ่งหรือสองล้านคนก็พอแล้วสำหรับสร้างกัมพูชาใหม่” ที่เหลือนอกนั้นหามีประโยชน์ไม่

       ด้วยความเชื่อเช่นนี้ “กัมพูชาใหม่”ภายใต้การนำของพอลพต จึงกลายเป็นแผ่นดินเลือด “ทุ่งสังหาร”เกิดขึ้นทุกหนแห่ง ในสายตาของคนทั่วไป พอลพตคือตัวแทนของมนุษย์ที่โหดเหี้ยมวิปริต แต่ตรงข้ามกับที่เข้าใจกัน เขาเป็นคนที่มีบุคลิกน่าประทับใจ ผู้คนที่รู้จักเขาไม่ว่าในวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้ที่ได้พบเขาเมื่อเป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ และผู้นำเขมรแดง ไม่เว้นแม้แต่นักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ พูดสอดคล้องกันว่า เขาเป็นคนที่สงบเย็น เรียบร้อย สุภาพ เป็นกันเอง อบอุ่นและน่าเชื่อถือ จึงไม่น่าแปลกที่เขาได้รับความเคารพรักและศรัทธาจากผู้ใต้บังคับบัญชามาก “แทบไม่ต่างจากนักบุญเลย” ดังคำของเดวิด แชนด์เลอร์ (David Chandler) ผู้เขียนชีวประวัติพอลพต แม้ภายหลังจะมีผู้แปรพักตร์จากเขมรแดงเป็นจำนวนมาก แต่แทบไม่มีใครเลยที่ทำเช่นนั้นเพราะไม่พอใจพฤติกรรมหรือบุคลิกนิสัยของเขา

      ไม่ใช่พอลพตเท่านั้น ผู้นำเขมรแดงหลายคนก็มีบุคลิกตรงข้ามกับภาพที่ปรากฏ หนึ่งในนั้นคือสหายดุค (Duch) ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยตำรวจลับ (“สันติบาล”) และเป็นผู้บัญชาการคุกตุลแสลงอันลือชื่อในความหฤโหด คาดว่ามีประมาณ ๑๒,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ คนที่ตายอย่างทรมานในคุกนั้นในช่วง ๔ ปีที่เขมรแดงปกครองประเทศ คนที่รู้จักเขายืนยันว่าเขาเป็นเด็กเรียบร้อย เรียนเก่ง และเป็นครูที่ดี ขยันขันแข็ง ฟรังซัวส์ บิโซต์ (Francois Bizot) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสซึ่งเคยพบเขาขณะถูกจับกุมด้วยข้อหาว่าเป็นสายลับ กล่าวว่าเขาเป็นคนเงียบ พูดค่อย และมีใจเป็นนักเลง ประการหลังนั้นเป็นเหตุให้ฟรังซัวส์ถูกปล่อยออกมาหลังจากที่มีการโต้เถียงอย่างดุเดือดกับสหายดุคในเรื่องนโยบายของเขมรแดง

        ในช่วงที่คุมคุกตุลแสลง สหายดุคได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมในการทรมานนักโทษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลพรรคเขมรแดงที่ถูกกล่าวหาว่าทรยศ แต่อีกภาพหนึ่งของเขาคือเป็นคนรักครอบครัว ทุกเช้าเขาจะล่ำลาและกอดภรรยาก่อนออกไปทำงาน เหตุผลประการหนึ่งซึ่งเปิดเผยในภายหลังคือเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาบ้านหรือไม่ เพราะบรรยากาศหวาดระแวงในพรรคสูงมาก

        เรื่องราวของสหายดุคได้รับความสนใจทั่วโลกเมื่อเขาถูกจับในปี ๒๕๔๒ ฟรังซัวส์ บิโซต์ได้กลับไปเยี่ยมเขา ๔ ปีต่อมา นับเป็นการพบปะครั้งที่ ๒ หลังจากเหินห่างถึง ๓๒ ปี บิโซต์พบว่าบุคลิกของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากที่เคยพบปะกันครั้งแรก คือเป็นคนปกติธรรมดา พูดค่อย ไม่มีวี่แววของคนโหดเหี้ยมผิดมนุษย์

   เรื่องราวของผู้นำนาซีและเขมรแดงเหล่านี้บอกกับเราว่า การทำสิ่งชั่วร้ายอันน่าสะพรึงกลัวนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือของคนปกติธรรมดา หรือคนดี ๆ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คนเหล่านี้ไม่ได้ต่างจากเรา และเราก็ไม่ได้ต่างจากเขา คือมีกิเลสที่ผลักดันให้ทำความชั่วได้ หรืออาจทำชั่วในนามของความดี ด้วยแรงจูงใจที่ดี หรือด้วยความยึดมั่นในสิ่งที่ถือว่าดี ความดีกับความชั่วจึงไม่ได้แยกจากกัน ความดีสามารถเป็นปัจจัยให้เกิดความชั่วได้ เช่นเดียวกับที่ความหอมหวานของผลไม้เป็นปัจจัยให้เกิดกลิ่นเน่าเหม็นเมื่อกลายเป็นขยะ

         คนดีกับคนชั่วไม่ได้แยกจากกัน คนดีสามารถทำชั่วหรือกลายเป็นคนชั่วได้ แต่ถ้ามองเพียงเท่านี้ก็เท่ากับมองโลกในแง่ร้ายเกินไป อีกด้านหนึ่งของความจริงที่มองข้ามมิได้ก็คือ คนชั่วก็สามารถทำดีหรือกลายเป็นคนดีได้ด้วย สหายดุคเป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ หลังจากที่มีการทำข้อตกลงหยุดยิงของเขมรสามฝ่ายเมื่อปี ๒๕๓๔ เขาได้กลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน ดำรงชีพด้วยการสอนหนังสือ และเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม เขามีกิตติศัพท์ว่าเป็นครูที่ดี แต่อารมณ์ร้าย วันหนึ่งในปี ๒๕๓๘ เพื่อน ๆ ชักชวนเขาไปร่วมการอบรมผู้นำชาวคริสต์ที่พระตะบอง ที่นั่นเองที่เขาเกิดศรัทธาในพระเจ้า และเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เขาเปิดเผยกับครูสอนศาสนาว่า เขาไม่เคยได้รับความรักมาเลยตั้งแต่เล็กจนโต แต่เมื่อหันมารับพระคริสต์ ความรักได้ท่วมท้นหัวใจเขา หลังจากนั้นเขาได้เปลี่ยนมาเป็นครูสอนศาสนา และทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งในเขมรและในค่ายอพยพใกล้ชายแดนไทย

       คริสโตเฟอร์ ลาเปล (Christopher Lapel) ผู้ชักนำดุคมาสู่ศาสนาคริสต์โดยไม่รู้ประวัติของเขามาก่อน เล่าว่าก่อนเข้ารีต ดุคมาสารภาพกับเขาว่าเขาได้ทำสิ่งชั่วร้ายมามากมาย และไม่แน่ใจว่าผู้คนจะให้อภัยเขาหรือไม่ แต่เขาก็ไม่ได้เปิดเผยว่าได้ทำอะไรลงไป อย่างไรก็ตามลาเปลสังเกตว่าเขาได้เปลี่ยนไปมากหลังจากเปลี่ยนศาสนา คือผ่อนคลายมากขึ้น หยอกล้อกับเพื่อน ๆ และแต่งตัวสุภาพกว่าเดิม

         ดุคคงใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบหากไม่ได้พบกับนักหนังสือพิมพ์อเมริกันผู้หนึ่ง ซึ่งตามหาเขามาหลายปี เมื่อถูกซักถาม ดุคยอมรับอย่างไม่ปิดบังว่าเขาเป็นใคร รวมทั้งสารภาพว่าได้ทำอะไรไว้บ้างในช่วงที่เป็นใหญ่ในเขมรแดง เขาถูกจับกุมไม่นานหลังจากที่บทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เขาถูกตั้งข้อหาว่ากระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และจะต้องขึ้นศาลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ

       คนที่ทำความชั่วแม้ร้ายแรงถึงขั้นเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ น้อยนักที่จะเป็นคนชั่วโดยสันดาน (หากคนที่ชั่วโดยสันดานมีอยู่จริงในโลกนี้) อย่างน้อยเขาก็เคยเป็นคนดี ๆ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ มาก่อน อีกทั้งยังมีความดีหลงเหลือในใจอยู่ไม่มากก็น้อย ความดีดังกล่าวหากได้รับการหนุนเสริมเพิ่มกำลัง ก็สามารถเอาชนะความชั่วร้ายในใจ หรือชักนำเขาให้ทำความดีได้ คำถามก็คือเขาจะได้รับโอกาสให้ทำเช่นนั้นได้หรือไม่ ตอบอาจไม่ยาก แต่ทำใจให้ได้กลับยากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะเราทุกคนมีความโกรธแค้นพยาบาทอยู่ด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าไม่รู้จักการให้อภัยเลย เราจะเอาชนะความชั่วร้ายในใจตนได้อย่างไร